คล้ายจะได้ยินเสียงเปาะแปะๆ อยู่ข้างนอก ชะโงกมองฟ้า เห็นเพียงสีดำที่สว่างกว่าห้องหับที่ยังมือสนิท เอื้อมมือเปิดไฟ พบว่าห้องไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกับฉัน ตุ๊กตาหมีย้ายที่อีกหรือไม่ หรือเกิดความเคลื่อนไหวใดในห้องนี้บ้าง เป็นคำถามยามที่ฉันปิดประตูลงในเช้าวันนี้
คืนนี้ฝนไม่ตก...
การพบกับอะไรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้ามิใช่กลายเป็นความเคยชิน ก็คงนับให้เป็นความเคยคุ้น เมื่อสิ่งนั้นถูกเพิ่มค่าขึ้น คงเหมือนกับการเคลื่อนไหวของใครบางคนในห้องนี้ที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ และสัมผัสของเขายังกรุ่นอยู่ในทุกที
มากกว่าจะหวังให้ฝนตกอีกสักคืน ฉันหวังว่าจะมีใครรอสวมกอดอีกหน ในหลับของค่ำคืน และในตื่นของรุ่งเช้า
แต่นี่ช่างดีเหลือเกิน ฉันได้สัมผัสกับวันที่ผ่านในรสชาติที่แปลกออกไป ไม่โหยหา ทว่าอิ่มเอม ไม่ทุรนทุราย แต่เต็มหวังอยู่ในใจว่าความสุขจะเกิดขึ้นอีกครั้ง แรงดึงดูดระหว่างกันยังทำงานอย่างไร้ความเหนื่อย เพียงไม่กี่จังหวะโลกหมุน ฉันรู้ดี... ไม่ใครก็ใครจะต้องเอื้อมมือเข้าหา
: : : :
สมัยฉันเป็นเด็ก อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของฉันคือใต้จักรเย็บผ้าเล็กๆ ของแม่ ความคับแคบนั้นปลอดภัย เงยหน้ามองขึ้นไป เห็นแม่ขะมักเขม้นกับเดรสตัวใหม่ เสียงจักรดังไม่เป็นจังหวะนัก กระท่อนกระแท่น สลับกับฮึดใส่เต็มแรงให้ฟังกันอยู่นาน จะหันซ้าย หรือหันขวา เอี่ยวมองข้างหลัง ฉันก็รู้ว่าที่ตรงนั้นไม่มีหนทางให้ใครบุกรุก เมื่อเล็ก ฉันคือเด็กหญิงมุมห้องที่สบายใจกับตุ๊กตากระดาษ มากกว่าจะออกไปเล่นบอลลูนสีที่สนามกับเพื่อน โตขึ้น อีกที่ทางหนึ่งที่ฉันชอบคือเตียงหลังย่อม ขนาดหนึ่งคนนอนและหนึ่งหมอนข้าง
ฉันวางใจกับสิ่งเล็กๆ มากกว่าการกวาดสายตามองไปแล้วไม่เห็นแม้แต่เส้นขอบฟ้า
หากเมื่อไม่นานนี้เอง ที่ฉันรู้สึกว่า ชีวิตขยับขยายขึ้น มันเป็นคืนที่ใครคนนั้นกำลังถูกฤทธิ์เบียร์เล่นงานประมาณหนึ่ง
เป็นขณะเดียวกันกับที่สติของฉันดำรงอยู่ครบถ้วน เป็นโอกาสดีให้ฉันนั่งมองเขาอย่างเอ็นดู ราวผู้ใหญ่มีแววตาที่อ่อนโยนต่อเด็กเล็ก
เขาหยิบเอาความรู้ที่มีอยู่มาบอกเล่าแก่ฉัน เพียงเสี้ยวนาทีหนึ่งนั้น ราวกับฉันหายตัวไปยังที่ใดก็ได้ตามที่เขาเอ่ยถึง จะมีสักกี่คนกันเชียว ที่พยายามกล่าวถึงโลกใบนี้ให้คนข้างๆ ฟังด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง ยามที่สัมปะชัญญะของตนดูจะพร่องเกินมั่นใจได้ว่าข้อมูลจะถูกหรือไม่ ฉันอมยิ้ม ฟังอย่างไม่สนใจใคร่ถามว่าเรื่องนั้นจะถูกหรือผิดไปอย่างไร ในอาณาจักรของเราสองคน โลกใบนี้มีขนาดใหญ่เพียงพอให้บรรจุจินตนาการของเราเอาไว้ จีนของเขาอาจมีแม่น้ำอะเมซอน ฮาวายอาจเป็นทะเลทราย อินเดียอาจพลุกพล่านไปด้วยเหล่ายิบซีทั้งหลาย หรือประเทศไทยอาจมีหิมะตกข้ามวันข้ามคืน
ฉันเหวี่ยงขอบเขตตัวเอง เพื่อที่จะแบ่งพื้นที่ให้ใครอีกคนยืนได้อย่างเต็มเท้า ตรงนั้นยังว่างพอให้จินตนาการหรือความฝันเฟื่องของเรากระโดดโลดเล่น รอยยิ้มมีที่ทางให้พัดฟุ้ง แล้วไปประทับอยู่ที่ใจของอีกฝ่าย ความคิดถึงก็สามารถใช้อย่างฟุ่มเฟือยได้ ไม่ว่าปริมาณความคิดนั้นจะกองโตแค่ไหน
ใต้จักรเย็บผ้าที่มีเพียงฉัน และเสียงจักรของแม่คือเรื่องเล่าของอดีตเด็กหญิงคนหนึ่ง และตุ๊กตากระดาษปึกนั้น ก็คล้ายแค่โลกจำลองยามที่ฉันมองเพื่อนวิ่งไล่กันอยู่ที่สนามหญ้า เตียงที่มีพื้นที่เพียงหนึ่งชีวิตทิ้งร่างก็แค่ยามหลับที่ไม่มีใครให้ฝันถึง
วันนี้ต่างไปแล้ว... ฉันเฝ้าฝันถึงดินแดนที่ใหญ่กว้าง ฉันอยากใส่รองเท้าแล้ววิ่งไล่ฝน ไต่ขอบฟ้า มือข้างหนึ่งคว้าจับกลีบดอกหญ้าที่มากับสายลมพัด มืออีกข้างจะเป็นความอุ่นของอีกมือหนึ่งที่ก้าวเท้าไปด้วยกัน เสมือนเพื่อนใหม่ที่เพียงมองหน้าก็รู้ว่าเราจะเป็นเพื่อนรัก แล้วหัวหกก้นขวิดไปด้วยกัน กระทั่งวันที่มองโลกได้อย่างเข้าใจในยามที่เราแก่ตัวลง
ฉันฝันไปไกลมากมายแล้ว ฉันปรารถนาการปลดปล่อยตน ฉันเพ้อเจ้อและเพ้อฝัน ฉันอยากรักเท่าที่รักได้ อยากอัดความสุขให้น้ำตาไหลพรากจากข้างใน อยากตะโกนสวัสดีกับโลกที่เคยมองฉันเป็นคนแปลกหน้า อยากกอดคอกับทุกมิตรที่พานพบ เพื่อที่จะเรียนรู้ว่า โลกให้การจากลาเพื่อให้เรารู้จักการหลั่งน้ำตาให้กันบ้าง
: : : :
ฉันพร้อมแล้ว และตั้งใจมากขึ้นทุกที กับการใช้ชีวิตในพื้นที่ที่กว้างขวาง กับอาณาเขตที่จะมีใครอีกคนที่ร่วมปันเส้นทาง
และวันเวลาที่กำลังประดาหน้าเข้ามาถึง ให้ร่วมใช้จ่ายกับใครอีกคนหนึ่ง หรือหากถ้ามันจะพังทลายอย่างไร้ท่า ฉันจะร้องไห้ให้มันอย่างหนักหนาเท่าที่ดวงตาจะรับไว้ เพราะฉันพร้อมแล้ว กับทั้งความสุขที่จะเกิด และความเศร้าที่สามารถเป็นไปได้
โลกของฉันจะไม่มีฉันเพียงลำพังอีกต่อไป และห้องนี้ก็ยังรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของคนที่ฉันเพิ่งจูบร่ำลาเพียงชั่วคราวในเช้านี้
....
คิดถึงคุณ
หากคุณพอจะรับรู้