1-5 มีนา ที่ผ่านมา ฉันไปทำคอลัมน์อยู่ที่เชียงราย
เป็นทริปที่ความหนาวเอาแค่หยิกหยอก
แต่ความเหงานี่สิ ที่เล่นทำร้ายจนอยากจะโกรธเคืองจริงจัง
ดอกไม้ที่ดอยแม่สลอง : เชียงราย
photo by tinnakarn
รถทัวร์ เชียงแสน-กรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทาง
ฉันเพิ่งร่ำลาพี่เอฟ และพี่แป๊ป พี่ช่างภาพ และพี่นักเขียนร่วมออฟฟิศ
ได้ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า แล้วพาตัวเองขึ้นรถ
หลับตาไปเพียงไม่นาน มองออกไปนอกหน้าต่าง
ฟ้านั่น เปลี่ยนสีไปมากแล้ว จากนั้นก็มืดสนิท
ระหว่างทางที่รถยังเคลื่อนที่ และคืนก็ตั้งหน้าข้ามสู่วันใหม่
ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นดู พบว่าบางช่วง ไร้สัญญานให้โทรหาใคร
ผู้ร่วมทางที่ต่างแปลกหน้าต่อกันพากันหลับใหล
เหลือเพียงฉัน... เท่าที่มองเห็น
ฉันพาตัวเองไปนั่งที่บันไดทางลง ตรงกลางคันรถ
นั่งอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน มองออกไปนอกกระจกประตู
ก็พบเพียงความมืด สลับกับแสงไปวอมแวมส่องกลับเข้ามา
เสียงเพลงที่อัดเข้าหูพอจะทำลายความเงียบที่ใกล้เคียงความเหงา
ขณะที่ในหัวของฉันก็คิดอะไรไปร้อยแปดอย่าง
คิดถึงใครมากมายหลายคน...
แต่มีเพียงคนที่คิดถึงขึ้นมาจับใจ...
ฉันหนาว และเหงา อยากให้ถึงกรุงเทพฯ เร็วไว
อยากคุยกับเขา อยากให้เสียงของเราอยู่ใกล้กันไปตลอดทาง
ฉันเพิ่งรู้ ว่าการเดินทางคนเดียวในยามที่ใจอ่อนแอ
คือความเหงาอันร้ายกาจ
ตลอดที่ทำงานอยู่ที่เชียงราย ฉันนอนแทบนับชั่วโมงได้
คืนที่เดินทางกลับ เปลือกตาจึงหนักจะขาดใจ
แต่ก็หลับไม่ลงเอาเสียเลย
คงหลับได้ และหลับได้ดีกว่านี้ ถ้ามีไหล่ให้ฉันซบ
: : : :
6 โมงเช้าแล้ว ฉันพาตัวเองมาถึงกรุงเทพฯ ได้โดยสวัสดิภาพ
สายตามองหา ถ้ามีเขามาอยู่ตรงหน้า โลกคงสวยขึ้นทันตาเห็น
ฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสีอีกแล้ว
"เขยิบมาใกล้ๆ ได้ไหม แค่ขอซบไหล่ให้หายเหนื่อยก็พอ"