ยากที่จะหลอกตัวเองว่า คืนนี้จะสิ้นสุดลงอย่างปกติสุข เสียงแผ่วกระซิบยังกังวานอยู่ในหู บางคืนที่สงัด แต่ใจกลับไม่สงบ นั่งหันหน้าปะทะกับแสงไฟจากจอคอมพิวเตอร์ จมอยู่กับตัวหนังสือที่ผูกขึ้นเป็นเรื่องราว ถอนหายใจเยือกยาว แล้วแข็งใจบังคับนิ้วทั้งสิบให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง แสร้งทำเป็นลืมเรื่องความรู้สึกแต่ผลสุดท้าย พอเริ่มจะกลืนหายเข้าไปในนั้น ฉันก็อดรู้สึกขึ้นมาไม่ได้
เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เหตุผล มันเกี่ยวกับความรู้สึกของคนล้วนๆ
จะมีเหตุผลเดียวที่เถียงไม่ออกก็คือ เราทุกคนล้วนต้องตาย... ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
เหตุผลนั้นนั่นเอง ที่ฉุดกระชากให้ความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลล่องลอย

photo by tinnakarn
.
คืนวานซืน เอก รุ่นน้องคนหนึ่งโทรมาหากลางดึก เขาคาดเดาเองว่าฉันคงจะยังนั่งปล่อยความคิดไปตามนิ้วมืออยู่หน้าคอมฯ หรือถ้าพลาด ก็อาจได้ยินเสียงงัวเงียของฉันกรอกลงตามสายไหลสู่การได้ยินของเขา ถ้าเป็นอย่างหลัง ก็แค่คำขอโทษขอโพย แล้วก็ต่างวางสายกันไป
แต่เขาคงไม่รู้ ว่าในยามที่ผู้คนทางซีกโลกนี้ต่างหลับใหล ยังมีใครคนหนึ่งเฝ้ารอให้เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น สักคนที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อถามไถ่ถึงชีวิตกันและกัน
...โดยปราศจากการนัดแนะ หรือการร้องขอใด เสียงเรียกจาก เอก ก็ดังขึ้นจริงๆ
มันมีพลังมาพอที่จะดึงฉันให้หลุดออกจากตัวหนังสือตรงหน้า แล้วฉันก็ผละจากมันมาอย่างเต็มใจที่สุด
ฉันยืนที่ระเบียง มือข้างขวาถือโทรศัพท์ ทิ้งสายตาไว้ที่ต้นสนของบ้านหลังตรงข้าม แล้วเราก็ไต่ถามความรู้สึกของกันในคืนเงียบคืนนี้
...โดยไร้ความรู้สึกใดอันไม่บริสุทธิ์ใจเพียงน้องชายพูดคุยกับพี่สาวที่เคารพนับถือ และบางคราเราก็มีสถานะประหนึ่งเพื่อนเล่นที่สนุกเฮฮาไปตามประสา เราสนทนากันในประเด็นที่เป็นสัจธรรมของโลก
การเปลี่ยนไปของใครคนหนึ่ง ทว่าเขายังรู้สึกกับเธอเช่นเดิม...
ขณะที่คนหนึ่งยังยืนอยู่ตรงที่เก่า แต่อีกคนกลับอยากขยับห่างให้ช่องว่างระหว่างเขายืดไกลออกจากกัน คนที่ยังมั่นอยากจะก้าวตามไป แต่อีกใจกลับไม่แน่ใจ
'ถ้าผมยิ่งขยับเข้าใกล้ เธอจะยิ่งเขยิบหนีผมหรือเปล่า'
ถ้าเป็นแต่ก่อน ฉันคงเลือกที่จะยุให้เขาทำสิ่งใจตนต้องการ อยากรัก ก็รัก รักโดยไม่สนว่า รักจะตอบแทนด้วยรักหรือไม่ แต่พอมาถึงวันนี้ วันที่หลายทฤษฏีแห่งความสัมพันธ์ดูจะใช้ไม่ได้ผลในโลกจริง ฉันกลับบอกน้องไปอีกอย่าง
"ช่างหัวมันเถอะ ใครไม่รักเรา เราก็ไม่ต้องรักเขา พื้นที่ชีวิตเรามีแค่นี้ ทำไมต้องเลือกเก็บคนที่ไม่รักเราเอาไว้ในชีวิต ทำไมไม่เคลียร์พื้นที่ แล้วให้คนที่รักเราเดินเข้ามาอยู่"
ปากพูดไป แต่พลันตั้งข้อสงสัย หรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งในทฤษฏีที่ใช้ไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะบางคราว คนพูดเอง ก็ยังคิดถึงคนที่เคยบอกว่า ช่างหัวมัน อยู่เหมือนกัน
ฉันไม่รู้ว่าน้องจะเลือกแบบไหน แต่เมื่อรุ่งเช้ามาถึง เขาส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือมาบอกว่า 'เช้านี้อากาศดีจริงๆ เลยนะพี่'
คนอ่านข้อความที่เคยเจอะเจอเรื่องราวเช่นนี้ ไม่ได้ตอบกลับไปว่า ถ้าเราควบคุมใจตัวเองไม่ดี อากาศดีๆ แบบนี้อาจอยู่ได้ไม่นาน แต่เอาเถอะ เรื่องแบบนี้ เรียนรู้เองน่าจะซึ้งใจมากกว่ามีใครมากล่าวเตือน
: : : :
อีกคืนแล้ว ที่ฉันต้องอยู่กับเรื่องเศร้าตรงหน้า ขณะที่ตัวอักษรเพิ่มปริมาณขึ้นทุกทีๆ คิดไปว่า คืนนี้จะมีใครสักคนส่งเสียงตามสายมาดึงฉันออกจากโลกสี่เหลี่ยมที่ตัวอักษรเรียงรายอีกหรือไม่
คนที่เข้ามาในจังหวะพอดี ที่เรื่องกำลังเข้าสู่ความตายของตัวละครหนึ่ง...
ไม่ช้านานเราต่างก็ต้องจากไป แม้จะเข้าใจ แต่วูบหนึ่งที่เขียนถึงความตาย ฉันกลับรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก
"ผ้าคลุมเตียงถูกแปรสภาพเป็นเชือกหนา เชื่อมระหว่างร่างของเธอและช่องแอร์คอนดิชั่นเนอร์ไว้ด้วยกัน ขาทั้งสองข้างลอยพ้นพื้น เก้าอี้ที่ควรจะอยู่บริเวณโต๊ะเครื่องแป้ง กลับล้มแน่นิ่งอยู่ปลายเท้า ดวงตาที่ไร้ลมหายใจคู่นั้นเหลือกค้าง มองผู้พบเห็นอย่างเย็นชา..."
กลางดึกสงัด ที่ใจไม่อาจเงียบสงบ
ฉันกลัวตัวหนังสือของตัวเอง
|
พรุ่งนี้จะไปอยุธยา ไปทำนา ไปจับปลา
ไปตื่นแต่เช้าเพื่อพบโลกยามเช้า
เพื่อคอลัมน์ 1 คอลัมน์...
copyright © 2006 tinnakarn, All rights reserved