บก. นิตยสาร voyage ถามฉันว่า "ออกมาเช่าห้องอยู่อย่างนี้ แม่ไม่ห่วงแย่เลยเหรอ แล้วช่วงที่รับฟรีแลนซ์อยู่ได้ยังไง"
ฉันไม่ได้ตอบว่าแม่ห่วง หรือไม่ห่วง เพราะเอาเข้าจริง ไม่ว่าแม่คนไหน เมื่อลูกไปอยู่ไกลตา ก็ห่วงแทบขาดใจกันทั้งนั้น ฉันจึงเลือกที่จะตอบเพียงประเด็นหลัง
"หนูบอกแม่ว่า หนูจะไม่กลับไปขอเงินแม่เป็นอันขาด ถ้าเมื่อไรกลับบ้าน แล้วขอเงินแม่แม้แต่บาทเดียว วันนั้น จะกลับไปอยู่บ้านทันที"
พี่ บก. คนสวยพยักหน้ารับคำตอบ
พี่เขาคงไม่รู้ คำถามนั้นของเขา ทำเอาฉันอยากลุกออกจากเก้าอี้ แล้วไปหลับบนตักแม่อย่างที่ ด.ญ. อ้อม ชอบทำ... มันเป็นวันที่ต้องลงแรงกับอนาคตครั้งใหญ่ เป็นวันที่คิดถึงคำที่แม่มักถามไถ่ "เหนื่อยมั้ยลูก"
: : : :
Pieces of April

เธออาจจะเกิดเดือนเมษา ถึงถูกตั้งชื่อว่า เอพริล แต่ข้อมูลที่คนดูได้รับอย่างชัดแจ้ง คือเธอเป็นผู้หญิงที่รูปลักษณ์ค่อนไปทางคำว่า 'แรง' ผมสีธรรมชาติย้อมสลับแดง เขียนขอบตา และทาเล็บทั้งสิบเป็นสีดำ
เอพริลหอบหิ้วเสื้อผ้า และพาชีวิตมาอยู่ในกรอบกำแพงแคบๆ ในย่านทรุดโทรมของนิวยอร์ก เราไม่รู้ว่าวันก่อนๆ ของเธอที่ผ่านมา จะเป็นวันที่มีหน้าตาสะสวย หรือบูดบึ้งเฮงซวยแค่ไหน แต่เท่าที่พ่อของเธอพูดถึงลูกสาวคนโต ก็พอจะเดาออกว่า ชีวิตของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ไกลบ้าน ดวงตกเรื่องงาน และครั้งหนึ่งเคยติดยา จะมีสภาพเป็นอย่างไร
ถ้าไม่นับว่ามีคนรักที่ดีที่คอยประคับประคองแล้ว คืนที่เธอนอนหลับ คงนับฝันดีได้ไม่กี่นิ้ว
แต่วันนี้ วันขอบคุณพระเจ้า... ห้องหับอันคับแคบ กำลังถูกเตรียมการต้อนรับครอบครัวของเธอ พ่อ แม่ยาย น้องสาว และน้องชาย
ไก่ตัวใหญ่กำลังจะกลายเป็นไก่งวงในมื้ออาหารที่ครอบครัวพร้อมหน้า เอพริลไม่ประสากับการเข้าครัวเท่าไรนัก แต่เธอกลับบอกพ่อไปว่า ครั้งนี้เธอจะลงมือทำอาหารมื้อใหญ่ให้ทุกคนได้ลองชิมกัน... ครั้งแรกในชีวิต
ทุกอย่างคงเป็นไปด้วยดี ถ้าเตาอบเก่าคร่ำครึที่เธอเอาไว้เก็บของใช้ไม่จำเป็นจะยังใช้งานได้
ถ้าไม่ต้องวิ่งวุ่นยืมเตาอบของชาวบ้านข้างห้องใช้
ถ้าเตาอบมันยืมใช้กันง่ายๆ
และถ้าเธอมั่นใจว่าครอบครัวของเธอจะมาหา ตามที่เชื้อเชิญไปจริงๆ
น้องสาวไม่อยากมา แต่ต้องทำตามคำสั่งพ่อยายยิ่งแล้วใหญ่ หลานคนนี้ยังอยู่อีกเหรอ
"Did someone say April?"
ยายทำหน้ามึนๆ แล้วโพล่งถามขึ้นมาในรถ หลังจากที่ฟังลูกฟังหลานถกเถียงกันถึงคนชื่อนี้
"Yes, Grandma, she's your other granddaughter."
หลานสาวตอบ
"I know.I thought she was dead."
ถ้าไม่มีใครสักคนพูดถึงชื่อนี้ขึ้นมา ก็คงไม่แปลก ที่ทุกคนจะคิดว่าเธอตายจากโลกนี้ไปแล้ว
ลูกแบบเธอ แม้แต่แม่ ก็ยังไม่อยากจำ หรือถ้าจะจำได้ก็เป็นความทรงจำที่ไม่น่าเอามาเล่าถึงสักเท่าไรแล้วไอ้ที่ดีๆ ที่พอจะนึกขึ้นได้ ก็ดันกลายเป็นความดีความงามของลูกอีกคน
"I don't know how to say this. We need to dicuss how each of you, in your own way, is going to handle discarding food without letting our hostess know."
เธอพูดจบ แล้วขำออกมา ทั้งที่แววตา ไม่ขำด้วย
ไม่ใช่กลัวว่าจะต้องเจอรสมือที่ไม่เอาไหนของลูกสาว แต่เธอเกรงว่า นี่จะเป็นอีกครั้งที่เรา 'เข้ากันไม่ได้' แม้อาหารเลิศรสจะเรียงรายอยู่ตรงหน้ามากมาย แต่ถ้าลูกและแม่ยังมองหน้ากันได้ไม่สนิทใจ กอดกันได้ไม่สนิทกาย มื้ออาหารในวันขอบคุณพระเจ้าจะผ่านพ้นไปด้วยดีอย่างนั้นหรือ
แล้วมันจะกลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่แสนแย่อีกใช่ไหม
ทว่า ลึกๆ แล้ว แม่ก็หวัง ลูกก็หวัง ถ้ามันจะเป็นหนึ่งในความทรงจำดีๆ สักครั้ง นั่นคงสุขไม่น้อย
: : : :
จะมีแม่ลูกสักกี่คู่ ที่ค้นกล่องความทรงจำดู จะเจอแต่เรื่องราวปวดใจเช่นนี้
ฉันโชคดี ที่แม้ออกจากบ้านมาเช่าห้องอยู่เอง แต่ก็ใช่ว่าแม่จะตัดออกจากกองมรดก เรายังไปมาหากัน ยังส่งเสียงผ่านสายถึงกัน และแม้จะได้ร่วมโต๊ะอาหารนานๆ ครั้ง แต่ก็ไม่เคยกดดัน และใช่ว่าจะนึกความทรงจำที่ดีระหว่างกันไม่ออก
และในวันที่ 'แสนแย่' ฉันมักอยากเพิ่มความทรงจำดีๆ... ที่มีแม่ เข้าไปในชีวิต ดูเห็นแก่ตัวไปหน่อย ที่พอกลายเป็นเด็กที่สู้ชะตาโลกไม่ไหว ก็ซบซานกลับไปให้แม่ลูบหัว
แม่บอกเพียงว่า กลับบ้านเถอะ... แค่คำพูดนี้ก็ชัดแล้วว่า แม่ไม่เคยมีความคิดว่าลูกเห็นแก่ตัว
ทุกครั้งที่เจอแม่ ก็ล้วนแต่ได้รับความทรงจำที่ดี ถ้านี่คือโชคดี ต้องนับว่าเป็นโชคดีที่สุดในโลก
ดู Pieces of April จบ เอนทรี่นี้เกิดขึ้นทันที
"คุณแมว คิดถึงคุณ"
copyright © 2006 tinnakarn, All rights reserved