ขณะที่รดน้ำต้นไม้ที่ระเบียงห้องในยามที่ฟ้าก้ำกึ่งระหว่างสีน้ำเงินและดำ ฉันพลันรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่เข้าท่าเข้าทีอยู่ประมาณนึง ความสุขก่อตัวขึ้นอย่างสงบเสงี่ยม แล้วสะกิดบอกอย่างเจียมตัว
"ฉันนั่งอยู่ข้างๆ เธอตรงนี้ หันมาสิ หันมามองฉัน"

photo by clix
.
มันเป็นความสุขก้อนเล็กก้อนน้อยที่เกิดจากหลายสาเหตุ แต่พอได้มาผสมรวมกัน กลับมีน้ำหนักจนรู้สึกได้ และเมื่อทบทวนดูแล้ว ก็พบว่ามันมีความเป็นมาอันง่ายแสนง่าย
หนึ่งคือ หลังจากทิ้งค้างเรื่อง "ฮานะ" ไว้มาหลายแรมเดือน วันนี้ตัวหนังสือเพิ่มปริมาณขึ้นถึง 2 หน้า สมองสั่งการ แล้วนิ้วมือก็ทำงาน นึกขอบคุณคนที่แบ่งไอเดียมาช่วยกระตุ้นต่อมคิดเมื่อวาน
"สัญญานไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แล้วกลายเป็นสีแดง ทว่าแม่เลือกที่จะไม่สนใจมัน รถของแม่หมายพุ่งตัดผ่านกลางสี่แยก ขณะที่รถบรรทุกคันใหญ่เตรียมทะยานตัวออกมาจากถนนเส้นตั้งฉาก
คนขับมองเห็นไฟสีเขียวชัดตา โดยไม่ทันคิดว่าจะมีรถคันหนึ่งฝ่าฝืนคำสั่งดวงไฟสีแดง... ที่กลางสีแยกนั่น เกิดการปะทะกันของรถสองคัน รถบรรทุกคันนั้น และรถของแม่!"
แม้จะเป็นความตาย แต่กับคนที่เขียนขึ้นมาได้ มันก็ทรมานแกมสุขอยู่เหมือนกัน
สุขที่สองคือ ไปเข้าคลาสเต้น ลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่ห้อง... บอลอดีตน้องร่วมออฟฟิศเคยบอกว่า วันไหนที่ลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน วันนั้นจะมีความสุขมาก ฉันก็พอนึกออกอยู่ แต่วันนี้คำพูดนั้นเป็นรูปเป็นร่างอยู่ตรงหน้า ไม่ต้องได้ยินเสียงเรียกเข้าเพื่อลุ้นว่าใครโทรมา เมื่อเห็นชื่อปลายสาย ก็ไม่ต้องเดาว่าวันนี้พี่แกจะมาบ่นเรื่องเก่าๆ เรื่องไหนให้ฟังอีก, ไม่ต้องคอยว่าคนที่ฉันกำลังรอคอย จะโทรเข้ามาตอนไหน, ไม่แม้แต่จะคอยว่า อาจมีสักสายที่ส่งข่าวดีมาให้ ว่า "อ้อม มีจ๊อบให้ทำ"
บอกไม่ถูกว่าทำไมเรื่องแค่นี้ถึงสุขได้บางที มันอาจเพี้ยนมาจากคำว่า สงบ แม้ว่าเมื่อกลับมาถึงห้อง จะพบว่าพี่ออมโทรเข้ามาหลายครั้ง โทรกลับไปจึงรู้ว่า "อ้อม พรุ่งนี้โทรหา บก. หนังสือเล่มนี้ด้วยนะ เขามีจ๊อบให้ทำ พี่โทรหาตั้งแต่ 5 โมงเย็น อ้อมไม่รับสายไว้โทรพรุ่งนี้นะ คืนนี้โทรหาเขาไม่ทันแล้ว" วางสายไป อยากเขกหัวตัวเองแรงๆ
สามคือ วันนี้เป็นวันที่กินข้าวคนเดียวแกล้มไปกับการอ่านหนังสือที่รื่นรมย์มาก แม้หนังสือที่ว่า จะไม่ใช่เล่มที่เต็มไปด้วยภาษางามๆ แต่หนังสือเบื้องหลังหนังเรื่องนั้น ก็ทำเอาฉันหลุดออกไปจากความวุ่นวายในร้านได้เลยทีเดียว
ง่ายๆใช่ไหม แค่กินข้าวคนเดียวพร้อมๆ กับนั่งอ่านหนังสือ
สี่คือ ระหว่างอาหารมื้อนั้น ฉันเหลือบมองโต๊ะข้างๆ ที่เพิ่งกลายเป็นที่ทางของชายหนุ่มคนหนึ่ง เขามาคนเดียว ฉันมาคนเดียว หัวก็คิดทะเล้นทะลึ่งไปตามประสา ถ้านี่คือหนังสั้นๆ สักเรื่องหนึ่ง อีกสักประเดี๋ยวเราจะเงยหน้าขึ้นมองกัน จากนั้นเราจะมีตัวตนอยู่ในอาหารค่ำของอีกฝ่าย แล้วเราก็จะกินอาหารตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่แปลกออกไป
หนังสือในมือถูกลดวางลง แล้วเริ่มเล่นเกมสายตา...
ต่างคนต่างมาเพียงลำพัง เก้าอี้ตรงข้ามก็ว่างอยู่ ทำไมต้องนั่งแยกโต๊ะให้เปลืองที่ กล้าๆ หน่อย แล้วเอ่ยทักทาย ย้ายจานอาหารมารวมไว้ที่โต๊ะเดียว... อ้อ!ใช่ นี่มันชีวิตจริง
: : : :
: : : :
พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะมีความสุขตัวเล็กตัวน้อยให้ฉันได้สะสมอีกหรือเปล่า บางที อาจจะต้องใช้จ่ายความรู้สึกแบบนี้อย่างประหยัด ค่อยๆ สัมผัสมันเบาๆ อย่าแน่น อย่าแรง มันจะกร่อนเร็ว
สุขมาได้ ทุกข์ก็มาได้
ใครจะรู้ พรุ่งนี้ ความทุกข์อาจรวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน แล้วกระเด้งกระดอนกระแทกชีวิต
สุขที่ห้า... ชอบตัวเองในวันนี้ และอยากเขียนบลอคอย่างคนมีสติให้ได้เหมือนเอนทรี่นี้... ทุกวันๆ
copyright © 2006 tinnakarn, All rights reserved