เป็นอีกครั้ง...
ที่ฉันต้องนั่งปั่นต้นฉบับมาราธอนแบบห้ามเหนื่อย ห้ามตาย
วานนี้ ฉันคิดว่ามันทรมานที่สุดแล้วนะ
คอลัมน์ของเล่มที่ทำประจำ เหลือแต่อันเป้งๆ ทั้งนั้นเลย
บ่ายแก่ เล่มที่ไปรับจ๊อบไว้ก็โทรมาทวงต้นฉบับอีก
"ได้ค่ะได้ จะส่งให้พรุ่งนี้เช้าเลยนะคะ"
พลั้งรับปากออกไป ทั้งที่ยังไม่ได้ถอดเทปที่ไปสัมภาษณ์มาสักตัว
: : : :
ค่ำคืน กับแสงไฟจากจอสี่เหลี่ยมเบื้องหน้า
ฉันนั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบเพียงลำพัง
ก้มหน้าก้มตาถอดเทป แล้วก็เรียบเรียงเขียน
อย่างไม่รู้ชะตากรรมว่า เวลาแห่งการทำงานจะไปสิ้นสุดตรงไหน
และแล้ว ตัวหนังสือก็พากันง้างตาฉัน ลากยาวอยู่ด้วยกันถึงเช้า
กับต้นฉบับอุ่นๆ ที่พอจะมั่นใจได้ว่า บก. จะไม่ด่าให้
ฉันคลิกส่งต้นฉบับผ่านทางอีเมลอย่างโล่งใจ
อย่างน้อยก็จัดการไปแล้วหนึ่งงาน
อยากล้มตัวลงนอนแล้วหายไปกับหมอน กับผ้าห่มใจจะขาด
แต่งานในที่ยังคั่งค้างมันก็พากันว่ารั้งตัวไว้
มันดันหลังฉันให้เดินเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตาเรียกสติ
แล้วนั่งจ่อมลงหน้าจอคอมฯ อีกที เฮ้อ...
: : : :
แต่วันนี้ ดูเหมือนจะทรมานกว่า
ที่ออฟฟิศ กับสมาชิกนักเขียนที่อยู่กันพร้อมหน้าเชียว
เราทำงานตั้งแต่แดดเปรี้ยง กระทั่งเย็นย่ำ แล้วฟ้าก็มืดค่ำ
จนเข็มนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนนี่ล่ะ
ฉันก็สะสางทุกอย่างเสร็จสิ้นลงได้
ต้นฉบับร้อนๆ นอนรออยู่ในตระกร้า รอเวลา บก. หยิบตรวจ
แต่ดูเหมือนคืนนี้ใครเป็นไทก่อน ก็ดูจะมีความผิด
บางที การที่เห็นโต๊ะข้างๆส่งต้นฉบับทันเดดไลน์ได้แล้ว
คนที่ยังเหลืออีกเพียบ ก็สามารถเกิดความกดดันเล็กๆ ขึ้นมาได้
แต่ถ้ายิ่งเหลือค้างกันเยอะถ้วนหน้ามากเท่าไร
ก็ดูเหมือนจะยิ่งสบายใจว่าเรามีเพื่อนร่วม "ช้า" อยู่ด้วย
: : : :
ทำงาน 15 วัน กับ 12 คอลัมน์
และเพียงวันนี้วันเดียวก็ล่อเข้าไป 4 คอลัมน์
ฉันทำมันได้ไงนี่?
ไม่ได้เก่งมากจากไหนหรอก ก็แค่ไฟลูกใหญ่จ่อก้นเท่านั้นเอง
: : : :

photo by caiterz
อยากให้ตอนนี้เป็นรุ่งสางของวันใหม่จัง
ฉันอยากออกไปสูดอากาศยามเช้า
อยากเห็นดวงดาวค่อยๆโรยราฟ้า
สวนทางกับพระอาทิตย์ที่ค่อยๆไต่ขึ้น
ยามที่ต้องทำงานลืมวันลืมคืน (ต่างจากยามมีความรักจริงๆ)
ทำไมฉันจึงโหยหาโลกกว้างมากนักก็ไม่รู้
....
อยากบิน.