เหมือนกำลังก้าวขึ้นสู่แดนประหาร
ที่นอกจากจะใจระทึกด้วยกังวลว่า
ตนจะถูกปลิดชีวิตเพียงฉับเดียวอย่างไม่ทุกข์ทรมานหรือไม่
ยังต้องออกแรงปีนบันไดลิงขึ้นไปยังแท่นประหาร
ด้วยความสูงราว 2 ฟุตด้วยอีก
"เราไม่ได้ขึ้นไปเล่น Giant Swing
แต่คล้ายการคืบคลานสู่กิโยตินอย่างเต็มใจ
และประหวั่นใจในคราเดียวกันต่างหาก"
พี่ผู้ชายร่างกำยำผู้ที่สร้างเครื่องประหารนี้เปรยขึ้น

เพื่อนร่วมชะตากรรมบอกฉัน
"ไม่เอาแล้ว ครั้งเดียวพอแล้ว"
แต่ฉันเป็นบ้าอะไรขึ้นมา สมองและขาสมรู้ร่วมคิด
ตัดสินใจพาร่างสู่จุดสูงนั้นอีกครั้ง
ขณะที่หัวใจเคลื่อนไหวตุ้บๆ อยู่ในกายเนื้อ
รอเวลาประจวบเหมาะพุ่งกระดอนออกมา
แล้วหล่นตุ้บ! ลงเละคาพื้น
อุปกรณ์เซฟชีวิตถูกล็อคไว้แน่นหนา
เพื่อความปลอดภัยถึงที่สุด
มือทั้งสองข้าง โหนที่คานจับ
เข็มขัดรัดแน่นที่ช่วงขาและลำตัว
ตะขอตัวใหญ่เกี่ยวร่างฉันไว้กับเชือกแล้วจริงๆนะ?
เดี๋ยวก่อน! เดี๋ยวก่อน!
ฉันอายุแค่ 23 ยังไม่พร้อมจะหัวใจวายตายตอนนี้!!!
ปั้ง! เสียงคันโยกถูกดึง ดังขึ้นเบื้องหลัง
แล้วความรู้สึกรักชีวิตตนก็แตกเป็นเสี่ยงๆ
ฝ่าเท้าไร้กระดานเหล็กรองรับ
ร่างลอยเหวี่ยงไปมา...กลางอากาศ
ราวพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ที่ต้องมีผู้กล้าพลีชีพ
ฉันอ้าปากกว้างเท่าที่จะกว้างได้
เสียงกรี๊ดสะนั่นก้องหู ดั่งภาษามนุษย์ต่างดาว
ที่จับใจความใดๆไม่ได้
ยิ่งกว่าไวกิ้ง ยิ่งกว่าจริงๆ
ครั้งที่ 3 ในชีวิต กับ Jiant Swing
ให้ตาย... เมื่อไรฉันจะเข็ดสักที
เหวี่ยง เหวี่ยง และ เหวี่ยง
วิญญานออกจากร่างไปแล้ว...
............................................................................
ความเย็นยามเช้าลอบเข้ามาปลุกเราถึงในห้อง
Giant Swing ทำเอาฉันหลับเป็นตาย และไร้ความรู้สึก
ทะเลหมอกคอยอยู่ที่ยอดเขา
เราจึงต้องตื่นกันแต่เช้า เพื่อไม่ให้คลาดเวลานัดแนะ

5 ชีวิต มุ่งหน้าสู่เบื้องบน ฝนเพิ่งซาสายไปหมาดๆ
ทางเดินดินลาดชันจึงพร้อมให้เราลื่นไถลได้ตลอดเวลา
และเราก็ถูกแกล้งสำเร็จอยู่หลายครั้งหลายครา
หนุ่มใจดีที่ร่วมขบวนด้วยกัน
ยื่นมือมาให้ฉันจับ
แล้วเราก็ช่วยพยุงกันและกันไปจนถึงที่ที่หมาย
เพื่อนอีกคนหนึ่งก็ตกหลุมรักหนุ่มอีกคน
ที่พึ่งพาไปตลอดทางเช่นกัน
ทางที่ยากลำบากในการปีนป่าย
แต่กลับสร้างความโรแมนติกเล็กๆให้เราได้อย่างไม่น่าเชื่อ
และแล้ว ขณะที่แข้งขาเหนื่อยล้า
หายใจถี่กระชั้น หัวใจเต้นแรงรัวกว่าปกติ
หมอกหนายืนจังก้าดักเราอยู่
เพื่อบอกว่า เราขึ้นมาถึงแล้ว
ถึงตำแหน่งที่สูงจากน้ำทะเล 1305 เมตร

ลมแรงโบยตีผิวกายอย่างเบามือ
ราวจะแค่หยิกหยอกกันเท่านั้น
ฉันได้แต่อ้าแขนสัมผัสความฉ่ำชื่น
สูดอากาศเข้าไปในปอดมากเท่าที่จะมากได้
ถ้าปอดสามารถักตุนความบริสุทธิ์นี้ไว้
ฉันก็อยากเก็บไปเป็นของฝากในกับคนที่ไม่ได้มาด้วย
มันงดงามมากจริงๆ... ชื่นใจจัง

ที่ออกจะผิดหวัง คือทะเลหมอกจากเราไปเร็วกว่าที่คิด
หรือไม่ก็เราเองที่เร่งฝีเท้าช้าไป
เราเห็นแต่หมอก แต่ไม่เห็นทะเลเป็นริ้วๆ
แต่ก็ช่างเถอะ เราได้มิตรภาพระหว่างทาง
ช่วยกันดึง ฉุด และเหลียวหลังมามองกันอย่างเป็นห่วง
ตลอดทางเดินที่ยากลำบาก
และได้แอบอมยิ้ม
เมื่อมือของเราต่างสัมผัสกันและกันอย่างบริสุทธิ์ใจ

ดอกไม้กลางหมอกหนาว แอบยิ้มไปกับเราด้วย
...........................................................................................
ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ ร่วมทริปทุกคน
ขอบคุณ ภูแก้ว รีสอร์ท จังหวัดเพชรบูรณ์
ขอบคุณ Adda ที่ช่วยดูแลเพื่อนเรา เพื่อนเราชอบนายเลยนะ
ขอบคุณ Converse ที่จับมือเราตลอดทาง
ไม่ได้นาย เราลื่นเละตั้งแต่ตีนเขาแน่ๆ
.....
เสื้อแขนยาวสีชมพูยังสกัดความหนาวเย็นไม่อยู่
แต่ใจอุ่นเป็นบ้า เมื่อมองฟ้าเบื้องหน้า
แล้วรู้ว่า คนที่คอยอยู่ที่กรุงเทพฯ กำลังคิดถึงกัน.
p.s. รูปทั้งหมด โดย Oily และ Tinnakarn
ไม่เอาล่ะ เราไม่เล่น จายม่ายกล้าพอ