คืนนี้ ฉันมีความสุขประหลาดๆ

ในยามที่เลิกผ้าม่านดูฟ้าด้านนอก ฉันมองเห็นฟ้าเป็นสีดำสนิท
ถ้าไม่เดินออกไปชะโงกดูอีกฟากของตึก
ฉันคงไม่รู้ว่ามีดวงดาวดวงหนึ่งห้อยค้างอยู่ตรงนั้น
ฟ้าบ่งบอกสัญญาณ และฉันมักจะเข้านอนยามนี้ถ้ามีความจำเป็น
ทั้งที่ใจไม่อยากหลับ แต่ฉันกลับบังคับมันอยู่เสมอ
วิทยุตรงปลายเตียงจะทำงานอย่างแผ่วเบาอยู่ทุกคืน
นั่นคือสิ่งเดียวที่อยู่เป็นเพื่อนฉันตลอดการเคลื่อนผ่านของดาวบนฟ้า
แปลกดี... คลื่นประจำที่ฉันหมุนค้างไว้ มักเปิดเพลงซ้ำๆซากๆ
ราวกับเพลงในโลกนี้มีอยู่เพียงหยิบมือเท่านั้น
แต่สุดท้ายก็ปล่อยเลยตามเลย ฉันไม่ได้หมายฟังเพลง
เพียงหวังแค่ว่าจะได้หลับตาอย่างไม่โดดเดี่ยว
และเงียบเชียบเกินไป
ทว่าคืนนี้ไม่เหมือนคืนก่อนๆ
ฉันนั่งทำงานที่ค้างคาอยู่หน้าคอมฯตัวเดิม
นั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม พร้อมกับความรู้สึกเดิมๆ
ไม่สิ... มันเป็นความรู้สึกเดิมที่ผิดแผกไป
ฉันไม่ได้ตั้งหน้าจะข่มตาให้หลับดังคืนที่ผ่าน
วิทยุเครื่องนั้นถูกชักปลั๊กทิ้งไว้โดยไร้การแยแสจากฉัน
เสียงเพลงที่อยู่เป็นเพื่อนกันดังผ่านลำโพงของคอมพิวเตอร์ออกมาแทน
รู้สึกดีจัง...
ที่ฉันไม่ต้องฝืนใจนอน แม้ความง่วงจะเริ่มมีอิทธิพลเหนือกว่า
และแม้ว่ารุ่งเช้าจะมีงานชิ้นใหญ่คอยอยู่
ใจของฉันยังอยากเริงร่ากับช่วงเวลานี้
ราวกับเด็กที่นอนกลางวันมาอย่างอิ่มเต็มที่
พี่สาวคนหนึ่งเล่าถึงความสุขบางอย่างที่หวนคืนมา
ดีเจคนหนึ่งเปิดเพลงเศร้าบ้าง เหงาบ้าง และสุขบ้าง
บางคราวเขานึกครึ้ม เปิดเพลงที่ทำให้คนฟังเริ่มยิ้มได้
แล้วฉันก็ยิ้ม...
ฉันจะข้ามผ่านความมืดในยามนี้ไปอย่างไรดี
โดยที่ฉันไม่ต้องหลับตาเพื่อปิดฉากภาพใดๆ
โดยที่ฉันยังดำเนินชีวิตเป็นปกติสุขได้ในเช้าวันใหม่
ฉันเคยทำเช่นนี้บ่อยครั้ง ใช้ชีวิตเหมือนค้างคาว
ฝืนดวงตาให้เปิดกว้างอย่างนกฮูก
แล้ววันรุ่งขึ้น มันก็กลายเป็นวันที่ร้ายกาจสำหรับฉันวันหนึ่ง
พรุ่งนี้ฉันอาจจะถูกความง่วงเข้ารุมซัดอีกเช่นเคย
แต่ช่างปะไร...เท่านี้ก็ดีมากแล้ว
อย่างน้อยที่สุดฉันก็ไม่ต้องฟังเพลงที่ดีเจเปิดซ้ำๆ
และไม่ต้องฝืนตาหลับ
ทั้งที่โลกยังอยากมองเห็นดวงตาของฉันอยู่
2:53 นาฬิกาที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือขึ้นไว้เช่นนี้
อีกไม่นาน รุ่งสางจะมาถึงแล้ว.