ระยะหลังๆมานี้ ถ้าไม่ใช่งานจำเป็นที่ต้องไปเก็บข่าว หรือเพื่อเอามาทำคอลัมน์ ฉันมักจะหันหลังให้เสมอ เอาง่ายๆก็เพราะเบื่อและเบื่อ จนบางครั้งพาลคิดไปว่า เราอาจเป็นสื่อมวลชนที่ไม่ได้เรื่องเท่าไร และยังห่างไกลความเป็นมืออาชีพอยู่มาก
ทว่า วานนี้ และ วันนี้ กลับไม่หลงเหลือความรู้สึกเบื่อหน่ายเลยสักนิด ตรงกันข้าม ฉันรู้สึกดีใจเป็นล้นพ้น จนสามารถถึงขั้นพูดได้เต็มปากเลยว่า ถ้าฉันพลาดงานสองงานนี้ไป ฉันคงไม่มีกะจิตกะใจจะไปงานไหนอีก
วานนี้
นิตยสาร สารกระตุ้น ลูกชายคนเล็กของเวิร์คพอยท์ ได้ฤกษ์ดี ได้ทีคลอดออกมาอวดโฉมให้สื่อมวลชนได้ลงข่าวแนะนำตัวกันเสียหน่อยนอกจากจะต้องไปเอานิตยสารมาลงในแนะนำในคอลัมน์ที่ฉันทำอยู่แล้ว ฉันยังแว่วมาว่า พี่จิก ประภาส จะไปงานนี้ด้วย อย่างไม่ต้องคิดอะไรมาก, บนกระดานข่าวในออฟฟิศ ฉันรีบเขียนหมายงานของฉันลงไปทันที

ปีที่แล้ว
นิทานเล่มแรก และเป็นเล่มเดียวในชีวิต 23 ปีของฉัน ได้รางวัลนิทานยอดเยี่ยมในโครงการ รักลูกอะวอร์ด เท่านั้นก็ทำให้ฉันปลาบปลื้มใจมากเอาการอยู่ แต่เมื่อรู้รายชื่อของคณะกรรมการตัดสิน รอยยิ้มยิ่งระบายหน้าเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเพราะมีชื่อพี่จิก ประภาสเป็นหนึ่งในนั้นด้วย
ไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกที่เต็มตื้นอยู่ในใจขณะนั้นอย่างไรดี แต่คนรอบข้างฉันคงสังเกตเห็นไปตามๆกัน ว่าวันนั้นคือวันหนึ่งที่ฉันมีความสุขมากแค่ไหน มิใช่เพียงรางวัลที่ได้รับมา แต่ด้วยว่า นักเขียนนักคิดที่ฉันชื่นชอบได้อ่านนิทานเล่มที่ฉันนรักแสนรักนั้นด้วย
เป็นคุณ...คุณจะไม่ดีใจหรอกหรือ?

ฉันไม่เคยมีโอกาสได้ปะหน้า เห็นตัวพี่จิกเป็นๆเลยสักครั้ง ยิ่งวาดฝันว่าจะได้เสวนากัน ยิ่งกลายเป็นฝันเฟื่องเข้าไปใหญ่ความชื่นชมทั้งหมดทั้งมวลของฉัน เพียงถูกปล่อยผ่านไปสู่งานเขียนและพ๊อกเกตบุ๊คของพีจิกทั้งสิ้น แต่วานนี้เอง ที่ฉันยืนห่างจากพี่จิกเพียงเท้าก้าว แม้ใจจะเต้นแรงราวกับกำลังจะบอกรักผู้ชาย แม้ยังหวั่นๆในใจว่าพี่จิกจะคุยกับฉันหรือเปล่า แต่ไม่ทันการณ์ เท้าทั้งสองข้างพาฉันไปยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
ฉันแนะนำตัว แล้วขอบคุณที่พี่จิกมองเห็นคุณค่านิทานของฉัน พี่จิกใจดีเหมือนผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กไม่มีผิด พร้อมแนะนำ ว่า "อย่าทิ้งความฝันนั้นไปเสียล่ะ จงเขียนต่อไปเรื่อยๆ" ก้อนสะอึกไปจุกอยู่ที่ลำคอความเป็นเด็กของฉันสาบสูญไป นับตั้งแต่ฉันเจอเข้ากับความกระด้างต่างๆนานาของโลกและมนุษย์ไปเสียแล้ว และนั่น สมองส่วนที่บรรจุจินตนาการของฉัน ก็ถูกพังทลายลงไปด้วย
เด็กน้อยในตัวหลับลงอย่างเงียบสงบ และไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาอีกเลย
.............................................................................
วันนี้
ที่ภัทราวดีเธียเตอร์ เต็มไปด้วยสื่อมวลชนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง และคนดังที่มีความผูกพันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับพี่อ้น สราวุฒิ ก็มาร่วมแสดงความยินดีมากหน้าหลายตา กับพ๊อกเกตบุ๊คเล่มที่สองของเขา พี่อ้นยังสดใสเหมือนเดิม เด็กชายสราวุฒิแอบออกมาวิ่งเล่นอยู่ทุกทีที่สบโอกาส ฉันนึกอิจฉา เด็กชายสราวุฒิโชคดีที่ยังมีผู้ชายคนนี้คอยดูแลอยู่
หลังจากผ่านประสบการณ์อันสะเทือนใจจากสึนามิมาเมื่อปลายปีที่แล้ว พี่อ้นยังเห็นว่า ร่องรอยความบอบช้ำเหล่านั้นยังอยู่ รายได้จากพ๊อกเกตบุ๊คส่วนที่พี่อ้นจะได้รับทั้งหมด จึงจะนำไปช่วยเหลือในส่วนต่างๆที่ยังรอน้ำใจจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
พ๊อกเกตบุ๊คเล่มนี้ชื่อ GIFT ... ของขวัญชิ้นนี้ เป็นของขวัญจากใจของ อ้น สราวุฒิ

ฉันอยู่คอยขอลายเซ็นต์พี่อ้น แต่ได้รับกลับมามากกว่าลายเซ็นต์ที่ขอไป นอกจากจะมีข้อความดีๆที่อ่านแล้วยิ้มได้เดี๋ยวนั้นระหว่างเรายังมีบทสนทนาสั้นเกิดขึ้นอย่างน่ารักอีกด้วย
ครั้งหนึ่งเคยมีคนบอกฉันว่า พี่อ้นชอบนิทาน กระรอกซุ่มซ่ามฯ โดยที่ผู้บอกไม่รู้ว่าฉันเป็นคนเขียน วันนี้ได้โอกาสเหมาะ ฉันตั้งใจจะเข้าไปขอบคุณเขาสักที
"เราเขียนเหรอ พี่ชอบนะ ยังอ่านให้หลานฟังอยู่เลย"
แล้วพี่อ้นก็ตบท้ายว่า "เขียนอีกนะ"
แล้วความคิดนั้นก็พลันหวนกลับมาอีก... ฉันเขียนนิทานไม่ได้แล้ว
...........................................................................
ไม่ได้ตั้งใจมาอวดอะไรเลย ไม่ได้จะมาป่าวประกาศว่า นิทานของฉันเจ๋งแต่ประการใด หรือที่เข้าไปคุยกับทั้งพี่จิกและพี่อ้น ก็มิใช่เพื่ออวดตัวว่า "หนูนี่ล่ะที่เขียน" เปล่า...เปล่า ฉันเพียงแต่อยากขอบคุณคนทั้งสองคนนี้เท่านั้น ขอบคุณที่เขาเห็นความงามในจินตนาการของฉัน แต่เป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่ฉันกลับรักษามันไว้ไม่ได้จริงๆ
ไม่ว่าเด็กน้อยในตัวจะวิ่งหนีหายไปแล้วเมื่อไร และไม่แน่ว่าเขาจะกลับมาอีกไหม แต่จิตวิญญาณที่เติบโตขึ้นก็ยังรอให้เราถนอม ดูแลมันให้ดี และใช้มันอย่างถูกทาง
เพราะอย่างไรแล้ว "ชีวิตก็คือของขวัญที่สวยงาม" หลังปกหนังสือของพี่อ้นโปรยไว้เช่นนี้
ขอบคุณค่ะ พี่จิก, ขอบคุณค่ะ พี่อ้น