ไม่มีความจำใดๆเหลืออยู่ในคลังสมองจริงๆ ว่าประโยค 2 ประโยคที่จะปรากฏต่อไปนี้ ฉันไปอ่านเจอที่ไหนเข้า หรือผู้ใดเป็นคนคิดเอ่ยขึ้น
"จงอ่านหนังสืออย่างน้อยเดือนละเล่ม"
และ...
"ปริมาณซื้อหนังสือยังเท่าเดิม แต่ปริมาณการอ่านลดลง"
ฉันอยากและพยายามทำให้ได้เหมือนประโยคแรก แต่ความตั้งใจที่มุ่งมั่นอย่างฮึกเหิม ที่มักปะทุขึ้นตอนที่หอบหิ้วเอาหนังสือออกจากร้าน มักกลับกลายเป็ประโยคที่ 2 ไปเสียทุกครั้ง เมื่องานเข้ามากองในมือเยอะขึ้นเรื่อยๆ
ล่าสุด กับงานมหกรรมหนังสือนานาชาติ หนังสือที่มีขนาดและความหนาของเล่มแตกต่างกันไป ถูกหยิบออกจากถุง มาตั้งซ้อนกันเป็นชั้นสูง ขณะเล่มก่อนๆ ที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะกางอ่านให้หมด ยังเป็นได้แค่หนังสือเล่มใหม่ที่ถูกซื้อมาไว้นานแล้ว มันนอนตาละห้อย คอยให้ฉันหันไปสนใจมัน แม้จะไม่รู้ว่าเมื่อไรก็ตาม
แต่แล้วความพยายามนั้น มักไม่ค่อยบรรลุผล
แม้บางเล่มที่เห่อมากหน่อยในตอนนั้น ก็ยังมีที่คั่นกระดาษเสียบกั้นหน้าหนังสืออยู่ จนแล้วจนรอด ฉันก็ตัดสินใจแบบไม่ตั้งใจปล่อยปละเล่มเก่า หยิบเอาเล่มใหม่กว่าขึ้นมาอ่าน ใจหนึ่งชูสามนิ้วเรียงติด บอกอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า ด้วยเกียรติของตินกานต์ ฉันจะอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบภายใน 1 เดือนจงได้ หากแต่อีกใจหนึ่งเมื่อได้ฟัง มันแอบหัวเราะเย้ยหยัน ว่าระวังจะเข้าอีหรอบเดิม
"โตเกียวไม่มีขา"

ฉันเพิ่งอ่านหนังสือเล่มหนา 381 หน้าจบเมื่อคืนนี้ เมื่อหน้าปัดนาฬิกาบอกเวลาตี 3 พอดิบพอดี และใช้เวลาในการไล่สายตาตั้งแต่คำแรกยันคำสุดท้ายในระยะ 1 เดือนตามที่ตั้งใจไว้
กับประโยคแรกที่ฉันหยิบยกมาไว้ข้างต้น ฉันพิชิตมันได้แล้ว
พี่นิ้วกลมเขียนหนังสือเก่งเหลือเชื่อ (พี่นิ้วกลมเกิด 2521 ฉันเกิด 2526 เรียก พี่ เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วนะ) แต่ฉันก็ปักใจเชื่อไปแล้ว แค่เพียงได้อ่านบทแรกๆ พี่เขารู้จักหยิบนั่นหยิบนี่มาเปรียบเทียบ แตกยอดความคิดแบบไม่กลัวฟุ่มเฟื่อย หรือไม่เหลือใช้อีกเข้าใจใช้สำบัดสำนวนให้ชวนอ่าน ฉันชอบแบบนี้ แบบที่ฉันอยากเขียน แต่ไม่เคยเขียนได้เทียบขั้นเช่นนั้นเสียที
จุดมุ่งหมายของฉันไม่ใช่มาวิจารณ์หนังสือ แต่หนังสือเล่มนี้ทำเอาฉันต้องวิพากษวิจารณ์ตัวเอง เป็นนัก (อยาก) เขียนประสาอะไร อ่านหนังสือน้อยลงทุกทีๆ ความคิดคับแคบลง สมองเล็กลีบ และแทบไม่หลงเหลือรอยหยักของสมองอยู่แล้ว
โตเกียวไม่มีขา ปล่อยหมัดซัดตรงมาที่หน้าเต็มๆ เล่นเอาเลือดออกซิบๆที่ริมฝีปาก เจ็บที่ใจ จี๊ดไปถึงสมอง
พี่นิ้วกลม ซัด ตินกานต์ ซะน่วม จะเอาความก็ไม่ได้ ในเมื่อ นี่คือการทำให้รู้สำนึก แบบที่ตำรวจคนไหนก็ไม่ยอมรับแจ้งข้อหาเป็นแน่
พี่นิ้วกลมบอกไว้ในบทท้ายเรื่องว่า โตเกียวไม่มีขา ความฝันไม่มีขา อยากไป อยากได้มา ต้องขยับขาของเราก้าวไปหามันเอง
หนังสือไม่มีขา อยากอ่านก็ต้องจัดสรรเวลาไปปะหน้ากับมัน คอมพิวเตอร์ไม่มีขา อยากเขียนหนังสือก็ต้องเดินไปนั่งตรงหน้ามัน (เดี๋ยวนี้ฉันเขียนหนังสือน้อยลงด้วย)
ต่อจากนี้ ฉันจะใช้ขาทั้งสองข้างให้เป็นประโยชน์มากกว่าใช้วิ่ง ใช้เดิน ใช้ยืน ใช้เตะ ใช้ถีบ แต่ฉันจะใช้มันก้าวเข้าไปหาสิ่งที่ฉันร่ำร้องว่าเมื่อไรจะได้มาเสียที ก็พี่นิ้วกลมเขาบอกแล้วไง สิ่งที่เราต้องการนั้น ถ้ามันไม่มีขา จะมานั่งตะโกนแหกปากร้องเรียก คงจะได้มาในสักวันหรอก
...ไปล่ะนะ ขาฉันกำลังเริ่มก้าวแรกแล้ว
: : : : : : : : : : :
แต่ตินกานต์มีขา ถ้าอยากมาหา ก็บอก เราจะออกไปเจอกันที่ครึ่งทาง.